หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักบัญชี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักบัญชี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

AI และ ESG: เส้นทางสู่อนาคตของวิชาชีพบัญชี

AI และ ESG: เส้นทางสู่อนาคตของวิชาชีพบัญชี

จดหมายข่าวสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉบับที่ 113 มกราคม-มีนาคม 2568
โดย นางสาวศิริรัฐ โชติเวชการ คณะกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการวางระบบบัญชี






 สวัสดีปีใหม่ 2568 ในปีนี้สิ่งที่นักบัญชีจะมองข้ามไปไม่ได้เลยคือ คำว่า AI และ ESG

 “AI” ย่่อมาจาก Artificial Intelligence คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีฟังก์ชันที่สามารถทำงานได้เหมือนกับมนุษย์ และสามารถเลียนแบบการทำกิจกรรมของมนุษย์ได้ “ESG” เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน ซึ่งย่อมาจาก Environment Social และ Governance

ปัจจุบัน ESG ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลกเนื่องจากเป็นแนวคิดที่นักลงทุนใช้ประกอบการพิจารณาลงทุน โดยจะให้ความสำคัญกับธุรกิจ ที่คำนึงถึงความรับผิิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล 

ในยุคที่ธุุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วิชาชีพบัญชีกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจขาลง การพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการนำ AI กับ ESG มาใช้เป็นช่องทางการทำมาหากินที่ In trend จะเป็นการปรับตัวที่มีศักยภาพในการกำหนดอนาคตของวิชาชีพบัญชี ในการเดินทางสู่อนาคตนี้ นักบัญชีจึงจำเป็นต้องเข้าใจว่า AI และ ESG สามารถยกระดับวิชาชีพบัญชีไปสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

การนำ AI มาใช้ในงานบัญชี

AI ลดความซ้ำซ้อนในงานบัญชี 
AI มีศักยภาพในการปฏิวัติวิชาชีพบัญชีโดยช่วยให้งานประจำ เช่น การป้อนข้อมูล การกระทบยอด และการสร้างรายงาน เป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีการบันทึกซ้ำซ้อนอีกต่อไป ซึ่งไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์ ทำให้นักบัญชีสามารถมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมเชิงกลยุทธ์มากขึ้น 

AI ช่วย่การวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินที่มีปรืมาณมากเพื่อค้นหารูปแบบและข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยมีมาก่อน ศักยภาพของ AI ด้านนี้ช่วยให้นักบัญชีสามารถให้การคาดการณ์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น ระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และให้คำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้า 

AI ช่วยด้านการตรวจสอบทางบัญชี 
AI สามารถปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบได้อย่างมาก โดยการตรวจสอบธุุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อหาความผิดปกติหรือความไม่สอดคล้องในการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดต่าง ๆ วิธีการเชิงรุกนี้ ช่วยในการตรวจจับการทุจริตตั้งแต่เนิ่นๆ และเพิ่มความสมบูรณ์ของการรายงานทางการเงินโดยรวมว่ากันว่า การนำ AI มาช่วยจะทำให้งานตรวจสอบบัญชีเป็นงานที่สามารถตรวจได้ 100 % โดยไม่ต้องมีการ Sampling อีกต่อไป

การผสาน ESG เข้ากับการปฏิบัติงานบัญชี

ในยุคนี้ที่เรากำลังผจญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในหลายด้าน รวมไปถึงสภาพอากาศที่แปรปรวนจากสภาวะโลกร้อน ที่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุุรกิจ โดยธุรกิจต่างๆต้องหันมาประกาศว่าเป็นธุุรกิจที่มี
นโยบายความยั่งยืน (Sustainable) และนำเอาหลักการ ESG มาเป็นส่่วนหนึ่งในการดำเนินธุุรกิจ นักบััญชีจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำรายงานความยั่งยืนที่นำเสนอนโยบายและกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลของบริษัท เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้มีส่วนได้เสียในการเปิดเผยข้อมูล
ในการประเมินความเสี่ยง นักบััญชีจะต้องรายงานความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทได้วิธีการจัดการความเสี่ยงแบบองค์รวมนี้ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในระยะยาว
ESG ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิิบััติตามข้อกำหนด แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการเพราะบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ ESG จะเป็นที่สนใจจากนักลงทุนว่ามีความน่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งสามารถเสริมสร้างชื่อเสียงและดึงดูดการลงทุนได้ นักบััญชีสามารถช่วยให้ธุุรกิจใช้ประโยชน์จาก ESG เพื่อสร้างมูลค่าที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

เส้นทางสู่อนาคต

AI และ ESG เป็นโอกาสทองสำหรับวิชาชีพบััญชีในการพัฒนาและเติบโต โดยการนำ AI มาใช้ นักบัญชีสามารถเพิ่มความสามารถในการวิิเคราะห์และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ในขณะเดียวกัน ESG ช่วยให้ธุุรกิจดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในยุคปัจจุบัน และเพื่อรองรับอนาคตอย่างมั่นคง
ในขณะที่โลกธุุรกิจก้าวไปข้างหน้า นักบััญชีจำเป็นต้องติดตามและพัฒนาทักษะของตนอย่างต่อเนื่อง อนาคตของวิิชาชีพบััญชีข่ึ้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและนวัตกรรมโดย่การใช้ AI และ ESG เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโลกธุุรกิจ

 Newsletter • Issue 113 Page 14-15

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564

BIG DATA ขุมทองใหม่ของนักบัญชี

 

BIG DATA ขุมทองใหม่ของนักบัญชี


จดหมายข่าวสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉบับที่ 100 ตุลาคม-ธันวาคม 2564






Big Data ขุมทองใหม่ของนักบัญชี


การเริ่มหัวเรื่องมาแบบนี้ คงทำให้พวกเราชาววิชาชีพบัญชี เริ่มสนใจว่า Big Data คืออะไร และจะมีส่วนร่วมกับขุมทองนี้ได้อย่างไร

 

Big Data คือ อะไร

 

Big Data คือ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Volume) ที่มีและมาจากหลากหลายแหล่งและรูปแบบ เช่น ข้อมูลเป็นข้อความ ภาพ เสียง วีดีโอ หรืออื่นๆ (Variety) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต้องใช้ความรวดเร็วในการประมวลผล ลองนึกถึงในแต่ละวินาที ข้อมูลเฉพาะใน Social Media ต่างๆเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน (Velocity) และมีความไม่ชัดเจน เพราะยังเป็นข้อมูลดิบจำนวนมากมายอยู่ การจะนำข้อมูล Big Data มาใช้ประโยชน์ได้ จึงต้องนำมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์ (Big Data Analytics)

 

อะไรที่ทำให้ Big Data มีความสำคัญขึ้นมา?

 

ความจริงแต่เดิม ข้อมูลต่างๆก็มีอยู่แล้วบนโลกใบนี้ แต่สิ่งที่มีผลให้เราใช้ประโยชน์จาก Big Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ

 

Growth in Computing Power

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ที่นับวันจะมีทั้งความเร็วในการประมวลผลและความสามารถในการจัดเก็บบน Cloud Base

 

New Sources of Data

แหล่งของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ ข้อความ ภาพ เสียง วีดีโอ หรืออื่นๆที่ค้นหาได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Social Media, Search Engine, Mobile Data รวมทั้งทุกอย่างที่ถูกเชื่อมโยงผ่าน IOT (Internet of Things) ด้วย Computer Chips and Sensors

 

Infrastructure for Knowledge Creation

โครงสร้างพื้นฐานของยุคดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการค้นหาและเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และทำนายอนาคต

กล่าวกันว่ายุคนี้ใครมี Data อยู่ในมือและรู้จักนำไปใช้ประโยขน์ ผู้นั้นจะเป็นผู้ได้เปรียบผู้อื่น ดังนั้น ถ้าเรานึกภาพถึงบ่อทอง ที่เขาไปร่อนทองกัน ถ้าคนไม่รู้จักว่าดินก้อนไหนคือ สายแร่ทอง ก็จะมองผ่านไปเหมือนเห็นก้อนดินธรรมดาๆไม่มีคุณค่าอะไร แต่คนที่มีสายตาแหลมและมองออกว่านี่มันคือ สายแร่ทองชัดๆ ก็จะเหลียวกลับมาคิดวางแผนว่าจะร่อนจากก้อนดินให้กลายเป็นทองคำได้อย่างไร เรื่องของ Big Data ก็เช่นกัน เป็นที่กล่าวกันว่าเหมือนขุมทองแหล่งใหม่ของนักบัญชีที่จะมาแทนที่ ขุมทองหรืองานในรูปแบบเดิมที่เรากำลังทะยอยถูกเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI, OCR, RPA แย่งไปครอบครอง และขุมทองนี้ยังใหม่มากเป็น โอกาสของคนที่มองเห็น และฉกฉวยเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ นักบัญชีที่รู้จักปรับตัวและศึกษาเกี่ยวกับ Big Data ในเชิงลึก จนเห็นโอกาสที่จะนำข้อมูลเหล่านั้น มาพยากรณ์อนาคตของภาคธุรกิจ จะกลายเป็นผู้ได้เปรียบคู่แข่งไปหลายขุมเลยทีเดียว เพราะข้อมูลขนาดใหญ่ของ Big Data สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ในการวิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภค ได้แม่นยำกว่าข้อมูลแบบเดิมที่มีอยู่ในวงแคบๆ

 

Big Data ถูกนำไปใช้ในเกือบทุกอุตสาหกรรม สำหรับในวงการบัญชี ในระยะแรกได้มีการนำBig Data มาช่วยในงานสอบบัญชี เพื่อทดแทน Audit Sampling ที่เคยใช้ในการสุ่มตรวจ เพื่อหาประเด็นที่ผิดปกติ เพราะการวิเคราะห์จาก Big Data จะตรวจจับได้ในมุมมองที่กว้างขวางกว่าเดิม ช่วยให้นักบัญชีสามารถไปวิเคราะห์เจาะลึกในประเด็นที่พบเจอ


ข้อมูลจาก Big Data ยังช่วยให้นักบัญชี นำผลการดำเนินงานของลูกค้า ไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลแม่นยำกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วนหรือการประมาณการที่เคยใช้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการขยายการบริการในรูปแบบใหม่ เช่นช่วยวิเคราะห์และให้คำปรึกษา แก่ลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมแบบ Niche Marketing

 

ถ้ายังนึกไม่ออก ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่เคยได้ไปดูงานในประเทศอังกฤษเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เป็นสำนักงานบัญชีที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ที่รับทำเฉพาะกิจการปั๊มน้ำมัน ซึ่งมีร้านสะดวกซื้ออยู่ด้วย โดยสำนักงานบัญชีนี้จะจ้างนักบัญชีแบบฟรีแลนซ์ คือนักบัญชีที่เป็นแม่บ้านแล้วเอาเวลาช่วงที่ว่างจากภารกิจงานบ้าน มารับงานบันทึกบัญชีของปั๊มน้ำมันใกล้บ้านที่เป็นลูกค้าของสำนักบัญชีนี้ จะรับกี่ปั๊มก็สุดแล้วแต่ความสะดวก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีระบบ Cloud จึงต้องเข้าไปบันทึกบนโปรแกรมบัญชีที่สำนักงานบัญชีติดตั้งไว้ที่ปั๊มลูกค้า พอสิ้นเดือน สำนักงานบัญชีนี้ ก็จะมีรายงานกำไรขาดทุนและงบดุลที่ไม่ใช่รายงานแบบปกติ แต่เป็นรายงานที่วิเคราะห์เจาะลึกถึงอัตราส่วนต่างๆเฉพาะอุตสาหกรรมปั๊มน้ำมัน และนำไปเปรียบเทียบ กับ Ratio ของปั๊มน้ำมัน ในระดับเขต หรือระดับประเทศ และนำตัวเลขเหล่านี้มาให้คำปรึกษาและแนะนำลูกค้าในการพัฒนาธุรกิจ การวิเคราะห์เจาะลึกรายอุตสาหกรรมแบบนี้ให้ลูกค้าจึงเป็นจุดขายของสำนักงานบัญชีนี้ ทำให้เขามีลูกค้าปั๊มน้ำมันอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ จนสามารถนำข้อมูลมาทำดัชนีอุตสาหกรรม ให้ลูกค้านำไปใช้ได้แต่ลองคิดดูถ้าเป็นยุคนี้ที่สามารถนำ Big Data มาวิเคราะห์หาดัชนีอุตสาหกรรม จากตัวเลขจริงได้กว้างขวางกว่าเดิม นอกเหนือจากข้อมูลเฉพาะในวงของลูกค้าแบบเดิม ผลที่ได้จะมีประโยชน์ในการนำไปใช้ในการตัดสินใจได้มากขึ้นกว่าเดิมมากมาย

 

กระบวนการของ Big Dataต้องการบุคคลากรจาก 3 ฝ่าย
01 Data Engineer
02 Data Scientist

03 Data Analyst

ฟังดูดีแต่กระบวนการร่อนให้ได้ก้อนทองจากสายแร่ทองคำ ไม่ได้ได้มาโดยง่ายฉันใดการนำเอาข้อมูล Big Data มาใช้ประโยชน์ก็ไม่ใช่จะได้มาโดยง่ายๆ เช่นกันเนื่องจากกระบวนการของ Big Data ต้องการบุคลากรจาก 3 ฝ่าย 1. Data Engineer 2. Data Scientist และ 3. Data Analyst ดังนั้นเราอาจจะต้องมีการลงทุน หาบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านนี้มาเสริมทัพนักบัญชีที่มีอยู่อาจจะสามารถอยู่ในกระบวนการนี้ ด้วยการเป็น Data Analyst โดยการใช้ Big Data Analytics ในเชิงบัญชีบริหาร ซึ่งอาจจะต้องมีการอบรมหาความรู้เพิ่มเติมทั้งแบบ Re-Skill และ Up-Skill

 

สำนักงานบัญชีหรือนักบัญชีภายในไม่เพียงแต่จะสามารถช่วยวิเคราะห์ในเชิงลึกแต่ยังสามารถรวบรวมข้อมูลในวงกว้างจากอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อนำมาเป็น Benchmark ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อีกด้วย โดยสามารถเลือกอุตสาหกรรมที่ถนัดมาเป็นจุดขายเช่นเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น

 

Big Data นี้ นอกจากจะเป็นขุมทองของนักบัญชีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังเป็นขุมทองของสรรพากรในประเทศต่างๆ ที่เริ่มนำมาใช้ในการจัดเก็บภาษี เพราะเขาสามารถเชื่อมโยงข้อมูลภายนอกจากแหล่งต่างๆของบุคคลหรือนิติบุคคลที่เขาสนใจจะตรวจสอบเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้ยื่นไว้ในแบบฟอร์มการชำระภาษี เพื่อจะดูว่าสมเหตุสมผลเพียงใด ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้ จะสามารถจุดประกายให้นักบัญชีนำไปต่อยอด วางแผนมีส่วนร่วม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากขุมทองแหล่งใหม่ได้ไม่มากก็น้อย

 

ข้อมูลอ้างอิง:

How Accounting Teams Can Leverage Big Data

by Ludovic Rembert

Big data and analytics: the impact on the accountancy profession

by ICAEW

โดย นางสาวศิริรัฐ โชติเวชการ กรรมการในคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการวางระบบบัญชี

Newsletter • Issue 100 Page 12-13



ท่านสามารถติดตามบทความอื่นๆได้ที่ www.thaiaccounting.com/article

Contact NAT www.thaiaccounting.com 

Email : info@thaiaccounting.com

Bangkok office:
1111/104 Ladprao road ,Chankasem ,
Jatujak Bangkok 10900
Tel/Fax (66) 2 513 7151 Fax (66) 2 513 7144
Phuket office:
23/11 Kwang road ,T.Vichit,
A. Muang Phuket 83000
Tel/Fax (66) 76 375 699





วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

WORK FROM HOME อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?


WORK FROM HOME อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
จดหมายข่าวสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉบับที่ 89 เดือนพฤษภาคม 2563





WORK FROM HOME อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
เราเคยคุุยกันก่อนหน้านี้แล้วว่าแนวโน้มของโลกนั้นคนรุ่นใหม่จะไม่นิยมทำงานแบบแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น แต่จะนิยมการทำงานแบบเป็น Freelance ผ่านออนไลน์ ซึ่งเราก็คงมองว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ Covid-19 ที่รัฐบาลขอความร่วมมือให้องค์กรต่าง ๆ Work from Home (WFH) เพื่อความปลอดภัยของทุกคนและสังคม เราจึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้กัน เท่าที่ได้ยินมาวงการนักบัญชีและสำนักงานบัญชีดูจะปรับตัวกับ WFH ยากที่สุุด เพราะเรามีงานเอกสารมากมายและส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ใช้ระบบบัญชี บน Cloud ผู้เขียนแอบเห็นเจ้าของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่ง Comment ใน Social ว่า เขากังวลว่าถ้าให้ทีมงาน WFH การทำงานจะไม่มีประสิทธิภาพเพราะอยู่ไกลสายตา บ้างก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะระบบบัญชียังไม่รองรับ อีกทั้งเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ลูกน้องขนเอกสารที่มีอยู่มากมายกลับไปทำที่บ้าน

พอดููแนวโน้มการแพร่ไม่หยุดของ Covid-19 ว่าจะต้องมีการ  WFH ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของเรา ผู้เขียนก็เริ่มศึกษาข้อมูลจาก Best Practice ใน Google แล้วก็นำมาปรับใช้กับบรรยากาศการทำงานของกิจการ ซึ่งขอนำมาแบ่งปันกัน ในแง่มุมของการทำงานของสำนักงานบัญชี ซึ่งอาจจะนำไปใช้กับงานในแผนกบัญชีได้เช่นกัน ดังนี้

1. ก่่อนอื่นควรกำหนดให้ตรงกันก่อนว่าเราจะใช้ Program หรือ Application อะไรในเรื่องต่าง ๆ

ในการสื่อสารกันระหว่างทีมงานในช่วง WFH
ผู้เขียนเลือกใช้ Skype ที่ดูจะเป็นเชิงธุรกิจ ในการสื่อสารกับทีมงาน โดยตั้งกลุ่มขึ้นมาในการสื่อสาร ทั้งกลุ่มรวมทั้งบริษัท และกลุ่มแยกตามแผนก หากเราไม่สะดวกอาจจะเลือกใช้ LINE ที่ส่วนใหญ่คุ้นชินก็ทำได้
ในการประชุุมกับทีมงานและลููกค้า
สำหรีบการประชุมแบบ VDO conference นั้น Program ที่ลูกค้านิยมใช้ คือ Zoom เราจึงกำหนดการประชุมทีมงานให้ใช้ Zoom เช่นกัน เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้การใช้งาน Program Zoom นั้นสามารถใช้ฟรีแต่ต้องใช้เวลาประชุมไม่เกิน 40 นาที และ จำนวนผู้เข้าประชุมไม่เกิน 100 คนต่อครั้ง ซึ่งก็เกินพอและนับว่าเป็นการดีที่บีบให้มีการประชุมที่กระชับมากขึ้น ข้อดีของ Zoom คือเราสามารถ Present งานระหว่าง การประชุุมได้ด้วย และเห็นหน้ากับทุกคน และตอบโต้กันได้เลย ส่วนLINEก็ใช้VDO ConferenceและPresentได้แต่จะเห็นหน้ากันแบบชัดๆได้สูงสุด 6 คนเท่านั้น
ในการทำบัญชี
เราคงต้องเริ่มที่จะเลือกดู Program บัญชีแบบ Cloud ที่จะรองรับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ แต่แค่ Program คงไม่พอ เราจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้สามารถรองรับการ WFH ด้วย
สำหรับผู้เขียนนั้น มีการใช้ QuickBooks Online ทำงานร่วมกับลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่ง Program สามารถรองรับการ Scan เอกสารแนบไว้กับการลงบัญชี ซื้อ ขาย รับ จ่าย แต่ละรายการ ที่ผ่านมาจึงได้กำหนดให้ลูกค้าเป็นผู้ Scan เอกสารแนบไว้ให้เราไว้เลยในแต่ละเดือน แล้วจึงส่งเอกสารตัวจริงมาให้เช็คความถูกต้องและใช้ในการจัดทำภาษี  และเราโชคดีที่มีการปิดบัญชีเดือนต่อเดือน เมื่อเจอการที่จะต้องปิดบัญชีปี ในช่วง Covid-19 เราจึงทำงานได้แบบสบาย ๆ ไม่เครียดเหมือนเพื่อน ๆ สำนักงานบัญชีหลายรายที่ยังตามใจลูกค้าให้ส่งเอกสารแบบมาเรื่อย ๆ จนต้องระดมปิดปีละครั้ง ซึ่งในยามปกติก็ทำได้แต่ถ้าต้อง WFH  นั้นเป็นไปไม่ได้เลย หากมีเคอร์ฟิว 24 ชม. จริง ๆ คงต้องให้ลูกน้องนอนพักที่สำนักงานแทนกันเลย
2.การสื่อสารกับลููกค้าและคู่ค้า
สิ่งที่สำคัญในช่วง WFH คือ ลูกค้า-คู่ค้ายังต้องติดต่อเราได้เหมือนเดิม เราจึงต้องกำหนดหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่จะให้ลูกค้าติดต่อมาและผู้รับผิดชอบที่จะคอยรับสายและรายงานเข้ามาในห้องรวมใน Skype เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องติดต่อกลับ และต้องแจ้งผ่านทุกช่องทางที่มี
 (Email, Website, Line Official, FB Fanpage) ว่าช่วง WFH ลูกค้าจะสามารถติดต่อเราด้วยช่องทางใดได้บ้าง ระหว่าง WFH นั้นการประชุมกับลูกค้าคือยังทำได้ตามปกติผ่าน Program Zoom นั้นเอง

3.การบริหารงานและทีมงาน
กำหนดเป้าหมายและวัดผลงานที่ผลสำเร็จของงาน
การ WFH นั้นเราต้องปรับเปลี่ยนความคิดของเราจากการที่ต้องเห็นพนักงานตัวเป็น ๆ มานั่งทำงานให้เราเห็นให้ครบ 8 ชม. มาเป็นการตั้งเป้าหมายการทำงานที่เหมาะสม กำหนดวันที่ต้องทำงานเสร็จแล้ววัดกันที่ผลสำเร็จของงานแทน
ระหว่าง WFH นั้นเราควรกำหนดให้พนักงานเข้ามารายงานตัวใน Skype ทุกเช้า เพื่อให้ทุกคนยังรู้สึกว่ายังอยู่ในบรรยากาศการทำงานและทุกเย็นให้สรุปเป็นรายงานส่งมาว่าวันนี้ได้ทำอะไรบ้าง

จัดให้มีการประชุม VDO Conference ระหว่างทีมงานเป็นครั้งคราว เพื่อติดตามผลงานและเพื่อให้มีบรรยากาศของการทำงานร่วมกันซึ่งควรกำหนดรูปแบบของบรรยากาศโดยรอบและการแต่่งกายให้เหมาะสม ระหว่างประชุุม
กำชับทีมงานให้มีการตอบกลับภายใน 15-30 นาที หากได้รับการติดต่อจาก ทีมงาน ลูกค้าหรือ คู่ค้า
เปิดโอกาสให้ทีมงานมีการพูดคุยตามปกติหรือมีกิจกรรมผ่อนคลายทายปัญหา หรือเล่นเกมส์ผ่านห้องSkype เสมือนหนึ่งที่เขาได้คุยกันในช่วงพักเบรคหรือทานข้าวกลางวันเพื่อไม่ให้แต่ละคนรู้สึกโดดเดี่ยว 
หวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีประโยชน์บ้าง แต่สำหรับผู้เขียนยังมองเห็นว่าต้องนำไปขบคิดต่อเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกหลายเรื่อง เรื่องที่สำคัญคือการจัดทำภาษีแบบ WFH คงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานทั้งของเรา ของลูกค้า และอาจจะต้องนำเสนอต่อกรมสรรพากร ให้มีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้สามารถมีการทำงาน WFH ที่ราบรื่นกันทุกฝ่ายได้มากขึ้น

ผลที่ได้ในทางอ้อมแต่เป็นประโยชน์มากคือวิกฤตครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ ว่าบนความไม่แน่นอนต่าง ๆ เราควรจะเริ่มปรับตัวจากการจ้างพนักงานประจำเป็นการจ้างแบบ Freelance ให้มากขึ้นเพื่อที่เราจะไม่ต้องเครียดกับการแบกภาระเรื่องคน หากพบวิกฤตอีกในครั้งต่อไป ส่วนพนักงานของเราก็ได้เริ่มเรียนรู้การ WFH และวันหนึ่งถ้าเขาสนใจ เราอาจจะเปิดโอกาสให้สามารถเปลี่ยนจากพนักงานประจำไปแบบมีอิสระด้วยการทำงานแบบ Freelance เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน สวัสดีค่ะ
         
โดย นางสาวศิริรัฐ โชติเวชการ
กรรมการ ในคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการวางระบบบัญชี

Newsletter • Issue 89 Page 9-10

ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://www.thaiaccounting.com/article

www.thaiaccounting.com
Network Advisory Team Ltd. (NAT)
Due to Covid-19 Social distance policy, we are working from home but our services still remain, please contact us according to the info below:
เพื่อให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการระงับการแพร่กระจายของ Covid-19 ทีมงานของเราจึงทำงานจากที่บ้านแต่ท่านสามารถติดต่อหรือประสานงานได้ ตามข้อมูลการติดต่อด้านล่าง
QuickBooks software : Tel. Chusana (PUI) 081 732 4733 Thitinan (KAT) 092 659 7772 Panupong (MO) 083 077 4694
Accounting & tax services : Tel. 081 820 2039
Email : info@thaiaccounting.com
Line : @natthaiac