หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตรวจสอบภาษี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตรวจสอบภาษี แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

รู้จัก!! “ข้อหารือภาษีอากร” เรื่องสําคัญที่เอสเอ็มอีไม่เคยรู้

รู้จัก!! “ข้อหารือภาษีอากร” เรื่องสําคัญที่เอสเอ็มอีไม่เคยรู้

วารสาร K SME Inspired ฉบับที่65 ประจำเดือน กันยายน 2562

โดยศิริรัฐ โชติเวชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Network Advisory Team Ltd.








รู้จัก!! “ข้อหารือภาษีอากร” เรื่องสําคัญที่เอสเอ็มอีไม่เคยรู้

โดย ศิริรัฐ โชติเวชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Network Advisory Team Ltd.



ในการทําธุรกิจเรามักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการมาเยือนของเจ้าหน้าที่สรรพากร และเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อแวะมาแล้วจะไม่มีการกลับไปมือเปล่า การมาตรวจสอบจะต้องมีประเด็นที่มาแจ้งว่าเรามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง
ทุกครั้งที่ผู้ประกอบการได้รับแจ้งว่ามีประเด็นความผิด หน้าที่ของเราคือ ต้องปกป้อง ตัวเองก่อน แต่คําถามคือ เราจะมีวิธีใดในการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการมาเยือนของ เจ้าหน้าที่สรรพากร ในการตรวจสอบและได้รับแจ้งประเด็นความผิด ซึ่งถ้าเราพิสูจน์ได้ว่า เราไม่ได้ทําผิดและเจ้าหน้าที่ฯ ยอมรับได้ เราก็จะหลุดจากประเด็นนั้นๆ ไป
วิธีหนึ่งที่ผู้เขียนใช้มาตลอดชีวิตการทํางานด้านบัญชี-ภาษี คือ การพึ่งพาข้อหารือของกรมสรรพากร ในการปกป้ององค์กรให้พ้นจากประเด็นความผิด ซึ่ง “ข้อหารือ” ที่ว่านี้ก็คือ หนังสือตอบจากกรมสรรพากรถึงผู้เสียภาษีที่มีข้อข้องใจเกี่ยวกับ ภาษีในธุรกิจที่ทําอยู่ จึงทําจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงกรมสรรพากร เพื่อเล่าให้ข้อมูลและสอบถามปัญหาข้อข้องใจที่เกี่ยวกับข้อมูลนั้นๆ เมื่อฝ่ายกฎหมายของกรมสรรพากรวินิจฉัยแล้ว จะมีจดหมายตอบไขข้อข้องใจถึงกิจการนั้นโดยตรง และกรมสรรพากรก็ยังใจดีเปิดเผยข้อมูลข้อหารือให้สาธารณชนทราบเป็นกรณีศึกษา บนเว็บไซต์หรือนิตยสารของกรมฯ โดยไม่เปิดเผยชื่อองค์กรที่ถาม
สําหรับวิธีใช้ประโยชน์จากข้อหารือ คือ เป็นการค้นหาข้อหารือที่มีลักษณะ ธุรกิจที่คล้ายกับเรา อาจจะใช้คําตอบจากข้อหารือเหล่านี้มาเทียบเคียงกับวิธีที่เราปฏิบัติอยู่ หากตรงกันก็สบายใจ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ตรงก็ยังไม่สายที่จะปรับเปลี่ยนให้ตรง จากนั้นให้แยกเก็บสําเนาข้อหารือไว้เป็นแฟ้มพิเศษ เพราะจากที่เคยประสบกับตนเองมาก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรมาตรวจและขอเก็บภาษีเพิ่ม เพราะประเมินว่าเราทําผิด แต่ที่เราทํานั้นตรงกับคําตอบในข้อหารือ เราก็นําเอาสําเนาข้อหารือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ที่เก็บไว้ในแฟ้มพิเศษนั้นมาแสดงเป็นหลักฐานว่าได้ทําตามข้อหารือ
ส่วนใหญ่ 95% ของเจ้าหน้าที่จะยอมรับและยอมให้ประเด็นความผิดนั้นตกไป ส่วน 5% ที่เหลือถ้าเดิมพันเรื่องภาษีนั้นสูงมาก เจ้าหน้าที่บางท่านจะบอกว่า จะยอมรับ ก็ต่อเมื่อเป็นข้อหารือที่เป็นเรื่องที่ท่านเอาข้อมูลนี้ไปหารือและกรมสรรพากรตอบมาในชื่อท่านเอง ถ้าเจอเช่นนี้ก็งานเข้า อาจจะเหนื่อยหน่อย ให้ดูว่ายอดภาษีที่จะโดนให้ เสียนั้นว่าคุ้มค่ากับการหารือหรือไม่ ถ้ามียอดสูงเป็นเดิมพัน ท่านต้องรออะไรอีกล่ะ!


การนําข้อหารือไปแสดงกับเจ้าหน้าที่นั้นมีข้อดีหลายประการ
» ประการแรก คือ มีหลักฐานซึ่งเป็นคําตอบจากกรมสรรพากรเองถึงแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง
» ประการที่สอง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของท่านให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทราบว่า ท่านมีความตั้งใจปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยการทําการบ้าน ศึกษาข้อหารือที่เกี่ยวข้องมาก่อน
» ประการที่สาม ช่วยอํานวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบ เพราะสามารถแนบข้อหารือ ไปอ้างอิงกับหัวหน้าประกอบคําให้การของท่าน


ในส่วนของการจัดทําข้อหารือของตนเองนั้น ก่อนอื่นต้องทุ่มเททําการบ้านสักหน่อย คือ ค้นหาข้อหารือหลายๆฉบับที่มีกรณีศึกษาเดียวกับท่าน และขอย้ำว่าต้องดูข้อหารือที่เป็นปัจจุบันที่สุด เพราะกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ถ้าได้คําตอบตรงกันหมด กับแนวที่ท่านปฏิบัติอยู่ก็ง่ายหน่อย เสร็จแล้วให้นําข้อมูลนี้ไปหานิติกรที่จะช่วยตอบปัญหาให้กับท่าน เพื่อสอบถามและขอคํายืนยันว่า ข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ท่านเดินตามข้อหารือนี้ถูกต้องหรือไม่ ถ้ามีข้อโต้แย้งก็กลับไปทําการบ้านใหม่ จนได้รับคําตอบที่มั่นใจ แล้วค่อยร่างเป็นจดหมายส่ง โดยทําสําเนาฉบับหนึ่งเพื่อประทับตราบันทึกเลขรับ หลังจากนั้นคอยติดตามจนได้รับคําตอบ
หากคําตอบออกมาตรงกับใจก็นําไปแสดงกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้เขาปิดเรื่อง แต่ถ้าไม่ตรงท่านก็ต้องยอมปรับวิธีปฏิบัติใหม่ให้ถูกและเจรจาขอลดหรืองดเบี้ยปรับเพื่อเสียภาษีต่อไป


วิธีค้นหาข้อหารือในเว็บไซต์กรมสรรพากร
1 เข้า Website กรมสรรพากร : www.rd.go.th  
2 คลิกเข้าสู่หน้าหลัก  
3 คลิกคําว่า อ้างอิงที่มุมบนขวา  
4 จากนั้นคลิกคําว่า ข้อหารือภาษีอากร บริเวณ เมนูด้านซ้ายมือ  
5 จะเข้าสู่หัวข้อข้อหารือ ในเดือนและปีล่าสุดที่กรมฯ นํามาลง โดยผู้ประกอบการสามารถค้นหาเดือนหรือปีอื่นๆ เพื่อหากรณีศึกษาที่สนใจและจัดเก็บไว้ในแฟ้มพิเศษ เพื่อใช้อ้างอิงกับเจ้าหน้าที่สรรพากรหากถูกตรวจสอบในอนาคต

K SME Inspired #65 Page 61 - 65



สามารถอ่านบทความอื่น คุณศิริรัฐ โชติเวชการ ได้ที่ https://www.thaiaccounting.com/article

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562

ปิดงบบัญชี’61 อย่างไร ให้ปลอดภัยจากการมาเยือนของสรรพากร?

ปิดงบบัญชี’61 อย่างไร ให้ปลอดภัยจากการมาเยือนของสรรพากร?

วารสาร K SME Inspired ฉบับ มีนาคม  2562

โดย ศิริรัฐ โชติเวชการ










ปิดงบบัญชี’61 อย่างไร ให้ปลอดภัยจากการมาเยือนของสรรพากร?

โดย ศิริรัฐ โชติเวชการ

เชื่อว่าตอนนี้ นิติบุคคลส่วนใหญ่กำลังง่วนกับการปิดงบบัญชี ปี พ.ศ.2561 เพื่อยื่นภาษีให้ทันภายในปลายเดือนพฤษภาคม 2562

หลายท่านคงเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับนโยบายของท่านอธิบดีกรมสรรพากร เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ตั้งเป้าว่า

ในปี พ.ศ.2561 จะทำระบบวิเคราะห์ข้อมูล

        พ.ศ.2562 จะเชื่อมระบบข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน

        พ.ศ.2563 การเก็บภาษีของกรมสรรพากรจะเป็น ระบบ AI เต็มตัว ระบบจะสามารถรู้ได้ เลยว่าผู้เสียภาษีคนไหนยังเสียภาษีไม่ครบ โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

ดังนั้น การปิดงบปี พ.ศ.2561 จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่บรรดานิติบุคคลจะต้องตรวจตราให้ดีก่อนที่จะอนุมัติงบการเงินจากตัวเลขที่นักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีปิดงบมาให้ เพราะการใช้ AI ในการตรวจเช็กความผิดปกติของงบการเงินได้เริ่มขึ้นแล้ว

โดยกรมสรรพากรเองก็ได้ออกมาเตือนว่า กรมสรรพากรได้มีการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ พูดง่ายๆ คือ ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ ในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เสียภาษีที่เป็นนิติบุคคล และถ้าเจ้า AI ตรวจเจอว่า งบการเงินของกิจการใดมีประเด็นความเสี่ยง ก็จะมีคำสั่งจากส่วนกลางไปยังสรรพากรเขตที่กิจการนั้นตั้งอยู่ ให้ทำการตรวจสอบ ประเด็นต่างๆ ที่เจอและสรรพากรเขตก็มีหน้าที่ตรวจและรายงานผลภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้มีสิทธิที่จะเลือกเองว่าจะตรวจหรือไม่ตรวจรายใด ดังที่เคยเป็นในระบบเดิม

สำหรับประเด็นยอดฮิตที่เขาตั้งเกณฑ์ไว้ให้เจ้า AI คอยตรวจจับมี 8 ประเด็น ที่ต้องให้ความสำคัญ และถ้าปิดงบครั้งนี้ท่านยังปล่อยให้งบของท่านติดเกณฑ์ ความเสี่ยงเหล่านี้ ก็ให้เตรียมตัวรับบัตรเชิญจากกรมสรรพากรไว้ได้เลย

1.ขาดทุนขั้นต้น

ในการทำมาค้าขายนั้น ถ้าเรามีตัวเลขขาดทุนขั้นต้นคือ เมื่อเอายอดขายหักด้วยต้นทุนขายแล้วติดลบนั้น ถือเป็นความผิดปกติอย่างไม่น่าให้อภัย หากเจ้า AI พบว่ากิจการของท่าน มีสภาวะขาดทุนขั้นต้น เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องถูกเรียกตรวจสอบเพื่อเจาะลึกไปถึงความถูกต้องของยอดขาย ต้นทุนขาย ต้นทุนการผลิต และการคํานวณมูลค่าสินค้าคงเหลือ

ยกตัวอย่าง ยอดขายไม่ถูกต้อง เพราะท่านอาจจะตั้งราคาขายต่ำกว่า ราคาตลาด เป็นต้น

2.ขาดทุนสะสมมากกว่าทุนชำระ

การที่งบการเงินใดมีขาดทุนสะสมมากกว่าทุนนั้น แสดงว่าการประกอบกิจการโดยมีผลขาดทุนมาโดยตลอด และสะสมมาจนเกินกว่าเงินลงทุน เป็นอีกกรณีหนึ่งที่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า น่าจะแสดงรายได้ไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้อง ท่านจะต้องถูกตรวจเชิงลึกทั้งด้านรายได้ ต้นทุนการ ผลิต ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ํ เพื่อพิสูจน์ความครบถ้วนถูกต้อง

3.สินค้าคงเหลือมากผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้

ท่านจะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าอาจแสดงยอดขายไม่ครบถ้วน และถูกตรวจสอบความครบถ้วนของการบันทึกรายรับ รวมไปถึงการตรวจนับสินค้าคงเหลือเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง และความมีอยู่จริงของรายการสินค้าคงเหลือปลายงวดด้วย เพราะอาจมีการขายที่ไม่แสดงไว้และกำหนดสินค้าคงเหลือขึ้นมาโดยไม่มีสินค้าจริง

4.ยอดขายตาม ภ.พ.30 ต่างกับยอดรายรับในงบการเงิน

ประเด็นความเสี่ยงข้อนี้มาจากสมมุติฐานที่ว่าถ้าเป็นกิจการทั่วไปที่ขายสินค้าในประเทศอย่างเดียว ยอดขายที่ต้องเสียภาษีตามแบบ ภ.พ.30 กับยอดรายได้ตามแบบ ภ.ง.ด.50 ควรจะเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงการที่ยอดขาย ตาม ภ.พ.30 ต่างกับยอดรายรับในงบการเงินอาจจะเกิดขึ้น โดยผู้เสียภาษีไม่ได้ทำผิดอะไร

ยกตัวอย่าง เช่น ในธุรกิจบริการซึ่งรับรู้ VAT เมื่อได้รับชำระเงิน ย่อมจะมีผลต่างตรงนี้เกิดขึ้น แต่เมื่อกรมสรรพากรได้ตั้งประเด็นนี้ให้เจ้า AI ตรวจจับ ผลที่เกิดขึ้น คือ มีกิจการถูกเรียกตรวจมากมาย จนเป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่และยังเป็นภาระแก่ผู้ประกอบการที่ต้องมาเสียเวลากระทบยอดขายยืนยันตัวเลขเพื่อปกป้องตัวเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอแนะนำให้กิจการนิติบุคคลที่มีผลต่างดังกล่าวเตรียมกระทบยอดไว้เลย เพราะถ้าเงื่อนไขนี้ยังอยู่ ท่านต้องโดนเรียกตรวจสอบแน่นอน

5.มีเงินให้กู้ยืมแต่ไม่มีดอกเบี้ยรับ

หมายถึงในงบดุลแสดงรายการลูกหนี้เงินให้กู้ยืมแต่ไม่ปรากฏรายการดอกเบี้ยรับในงบกําไรขาดทุน จะถูกประเมินดอกเบี้ยรับและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากดอกเบี้ยรับนั้น ยิ่ง ไปกว่านั้นหากพบว่าไม่มีการโอนเงินให้แก่ผู้กู้จริงอาจถูกมองว่าเป็นการสร้างรายการทางบัญชีจากเงินสดที่ได้จากการขาย แต่ไม่บันทึกเป็นรายได้

6.มีค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษา นายหน้า ฯลฯ สูงผิดปกติ

เป็นที่รู้กันว่าเมื่อปิดงบการเงินออกมาแล้ว พบว่ากิจการมีกำไรมาก ผู้ประกอบการมักจะนิยม เพิ่มค่าใช้จ่าย ด้วยการตั้งค้างจ่ายค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา ฯลฯ เพื่อให้กำไรลดลง แต่กรมสรรพากรก็รู้เท่าทันเกมเหล่านี้ของผู้ประกอบการเช่นกัน จึงสั่งเจ้า AI ให้คอยตรวจจับประเด็นนี้ด้วย ดังนั้น ก่อนปิดงบให้ตรวจสอบว่าท่านมี รายการดังกล่าวที่พิสูจน์ได้ว่าใช้บริการจริง ในราคาที่สมเหตุผลหรือไม่

7.มียอดรายได้จากการโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย มากกว่ารายได้ในงบฯ

รายได้บางตัวที่เราอาจจะเผลอโดยตั้งใจ หรือไม่ก็ตาม ไม่นำมาลงบัญชีขาย แต่ปรากฏว่า รายการนั้นถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายและไปรายงานต่อกรมสรรพากรไว้ว่าเป็นรายได้ของเรา ทำให้เจ้า AI ตรวจเจอและถือว่าเรามีความเสี่ยงที่จะลงบัญชีรายได้ไว้ไม่ครบถ้วน

8.ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายข้ามรอบบัญชี/ทำรายจ่ายเท็จ

ข้อนี้มักจะมาจากผลพวงของข้อ 6 คือ มีการตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ค่านายหน้าหรือค่าที่ปรึกษาไว้ในงวดก่อนๆ แต่ไม่มีการจ่ายออกไปจริง ภายในรอบบัญชีถัดไป กรม สรรพากรก็จะสันนิษฐานว่าท่านทำรายการเท็จ และจะถูกบวกกลับทำให้กำไรเพิ่มขึ้นและเสียภาษีย้อนหลังให้เขาไปตามระเบียบ

 

ดังนั้น ก่อนปิดงบการเงินประจำปี พ.ศ.2561 ที่จะต้องยื่นแบบภายในปลาย เดือนพฤษภาคม 2562 ก่อนจะจรดปากกาเซ็นอนุมัติงบฯ ควรตรวจทานให้แน่ใจเสียก่อนว่างบการเงินของท่านไม่มีประเด็นความเสี่ยงเหล่านี้

K SME Inspired #59 Page 63 -69

สามารถอ่านบทความอื่น คุณศิริรัฐ โชติเวชการ ได้ที่ https://www.thaiaccounting.com/article


วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

นโยบาย เอสเอ็มอีบัญชีเดียว… น้ำขึ้นให้รีบตัก



นโยบายเอสเอ็มอีบัญชีเดียว......น้ำขึ้นให้รีบตัก
โดย คุณศิริรัฐ โชติเวชการ
ลงในนิตยสาร K SME Inspired NO.50 June 2018




นโยบายเอสเอ็มอีบัญชีเดียว......น้ำขึ้นให้รีบตัก
โดย คุณศิริรัฐ โชติเวชการ

ความน่าสนใจ 
  • อย่าให้ความกลัวเรื่องเสียภาษี มาตัดโอกาสในอนาคต 
  • เพราะภายใต้มาตรการบัญชี เล่มเดียวภาครัฐเข็นนโยบายออกมาเอาใจกันสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง การยกเว้นและลดภาษีนิติบุคคล การลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน นิติบุคคล 
  • อีกทั้งเป็นการปรับโหมดบัญชี เข้าสู่มาตรฐานสากล ใช้บัญชีออนไลน์สามารถเชื่อมต่อกับ การค้าขายแบบ e-Commerce สามารถเข้าถึงได้ง่ายแม้กระทั่งสมาร์ตโฟน จนแทบไม่ต้องอาศัยนักบัญชี
ในมุมมองของผู้เขียนในฐานะนักบัญชี ผลงานโดดเด่นของรัฐบาลชุดนี้ที่กล้าคิดกล้าทำคือ นโยบาย
เอสเอ็มอีบัญชีเดียว เพราะจะสร้างคุณูปการในระยะยาวอย่างมหาศาลให้แก่เอสเอ็มอีและประเทศชาติ

เท่าที่ทราบ แม้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่สมัครเข้าโครงการมาตรการบัญชีชุดเดียวและการยกเว้นและลดอัตรา
ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเอสเอ็มอีบัญชีเล่มเดียวของกรมสรรพากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 แต่นั่นก็เป็น
เพราะถูกขอร้องแกมบังคับจากสรรพากรพื้นที่ที่ธุรกิจสังกัดอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ เอสเอ็มอีอาจลังเลสงสัยในหลายเรื่อง เช่น ไม่แน่ใจว่างานนี้โดนภาครัฐหลอกให้เข้าระบบหรือไม่ หรือ ไปต่อไม่เป็นว่าระบบบัญชีเล่มเดียวต้องทำอย่างไร หรือไม่แน่ใจว่าถ้าทำบัญชีเล่มเดียวแล้วจะมีภาระภาษีเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ 

อันที่จริง นโยบายบัญชีเดียวนั้น คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆคือ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะได้โอกาสในการฝ่าคลื่นการบริหารจัดการแบบเก่าๆ ไปสู่การบริหารที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัลที่การค้าขายไม่ได้อยู่ในวงแคบเฉพาะท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถขยายตลาดออกไปได้ทั่วโลกด้วยช่องทางออนไลน์ขอเพียงมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพ แต่การค้าขายในเวทีโลกนั้นจำเป็นที่จะต้องรู้ตัวเลขต้นทุนและกำไรขาดทุน อย่างทันการณ์จึงจะเติบโตได้และเมื่อทุกธุรกิจเติบโตแข็งแกร่ง เศรษฐกิจของประเทศไทยก็จะแข็งแกร่งไปด้วย

เราได้เห็นความล่มสลายของธุรกิจมากมายที่ปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง ในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจนั้นยืนอยู่ พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังมุ่งไปสู่การซื้อของออนไลน์กันหมดแล้ว ถ้าเราไม่ปรับตัวก็มีหวังจะถูกสึนามิจากเศรษฐกิจยุคดิจิทัลกวาดให้หายไปจากวงการได้เช่นกัน

ในเมื่อต้องปรับตัวทั้งที เราควรจะปรับระบบให้เป็นสากลไปเลย ด้วยการทำบัญชีเล่มเดียวที่ทันสมัยด้วยการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Cloud) ที่สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลผ่านอุปกรณ์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น PC, Tablet, Mobile Phone หรือแม้กระทั่ง Smart Watch ทำให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจตั้งแต่ผู้บริหาร เซลส์แมน นักบัญชี ทำงานประสานกันง่าย และสะดวกขึ้นมากในการขาย การจัดการบัญชีและการดูผลประกอบการทางบัญชีได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วเพราะระบบบัญชีแบบ Cloud นั้น ทุกคนจะทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน มีระบบรองรับให้ทำบัญชีได้ง่ายจนแทบไม่ต้องอาศัยนักบัญชีให้ปวดหัวต่อการเข้า-ออกของนักบัญชีอีกต่อไป

ความหมายที่ซ่อนไว้ของบัญชีเล่มเดียวคือการลงบัญชีแบบครบถ้วน เพื่อที่จะได้รายงานทางการเงินที่สมบูรณ์มาใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจ และภายใต้มาตรการบัญชีเล่มเดียวนั้นทั้งกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าต่างก็เข็นนโยบายออกมาเอาใจกันสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง การยกเว้นและลดภาษีนิติบุคคล การลดค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนนิติบุคคล จึงนับเป็นโอกาสที่ดีมากที่จะได้เริ่มต้นใหม่แบบน้ำขึ้นให้รีบตัก อย่าให้ความกลัวเรื่องเสียภาษีมาตัดโอกาสในอนาคตของท่านเพราะเรื่องภาษีนั้น

ท่านคงทราบดีว่า ระบบการตรวจสอบภาษีแบบใหม่ของกรมสรรพากรที่เรียกว่า RBA (Risk Based Audit Approach) ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสอบและวิเคราะห์หาความผิดปกติในการเสียภาษีของผู้เสียภาษี และสั่งให้ตรวจสอบจากส่วนกลางโดยตรง ไม่สามารถมีระบบเลือกที่รักมักที่ชังเหมือนแต่ก่อน ถ้าเราไม่เข้าระบบบัญชีเล่มเดียวแต่ยังเดินตามวิธีเดิมที่ไม่แสดงยอดขายแบบครบถ้วนเพื่อเสียภาษีให้น้อยเข้าไว้นั้น วิธีเดิมๆจะไม่สามารถเล็ดลอดการตรวจสอบของกรมสรรพากรได้อีกต่อไปแล้ว และถ้าเราถูกตรวจสอบย้อนหลังและพบความผิด ภาระภาษีและเบี้ยปรับอาจจะทำให้เม็ดเงินที่หามาทั้งหมดต้องมีอันส่งต่อให้กรมสรรพากรไปอย่างน่าเสียดาย การลงบัญชีให้ครบถ้วนแล้วมาใช้วิธีการวางแผนภาษีให้มีการเสียภาษีแบบถูกต้อง แต่ประหยัดภาษีดูจะเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า

ดังนั้น การเลือกโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่สามารถเชื่อมต่อกับโปรแกรมที่รองรับการจัดการการค้าขายแบบ e-Commerce เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขาย ต่อลูกค้า และสามารถเชื่อมข้อมูลการขาย ข้อมูลสต็อกแบบ Real Time เข้าสู่โปรแกรมบัญชี เพื่อลดภาระด้านการจัดการข้อมูลเอาเวลาไปทำตลาดให้กว้างสู่ตลาดโลก สร้างแบรนด์ให้แข็ง ให้เป็นที่รู้จัก บางทีนอกจากยอดขายและกำไรเติบโตขึ้นแล้ว อาจจะมีกิจการต่างชาติมาขอซื้อ หรือ ร่วมทุนในกิจการของเราในราคาที่สูงและคุ้มค่าพอที่จะตัดสินใจขายหรือเปิดโอกาสในการร่วมทุนดังที่เราเคยเห็นในอดีตที่เจ้าของแบรนด์ดังหลายๆคนร่ำรวยในพริบตาโดยไม่ต้องซื้อหวยด้วยการขายกิจการให้ต่างชาติ และเราต้องทราบว่าการที่ต่างชาติจะมาซื้อหุ้นนั้น เขาย่อมจะขอดูและตรวจสอบงบการเงินก่อนเป็นอันดับแรกว่าโปร่งใสเชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าถึงเวลานั้นแล้วระบบบัญชีเราไม่พร้อมต่อการถูกตรวจสอบเงินก้อนใหญ่นั้นก็อาจจะหลุดลอยไป อย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น ไม่ต้องลังเลสงสัยเรื่องบัญชีเล่มเดียวอีกต่อไป โอกาสที่ดีมาถึงแล้วนึกถึงอนาคต อันสดใสที่รออยู่แล้ว กระโจนใส่มันเลยแบบ น้ำขึ้นให้รีบตักค่ะ


วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

เตรียมรับมือกับระบบตรวจสอบภาษียุค4.0ของกรมสรรพากร

เตรียมรับมือกับระบบตรวจสอบภาษียุค4.0ของกรมสรรพากร

บทความ RBA ระบบตรวจสอบภาษีใหม่ล่าสุดของสรรพากรยุค 4.0
โดยคุณศิริรัฐ โชติเวชการ ลงใน นิตยสาร K SME Inspired ฉบับ March 2018