1.ลดรายจ่าย
ในเวลาแบบนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การประหยัดในทุกๆ เรื่อง สำรวจดูว่ามีรายจ่ายอะไรที่สามารถตัดออกได้ในยามนี้ เช่น เคยเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร แผนกละเครื่อง ตอนที่มีงานมากๆ ในภาวะที่งานน้อยลงและต้อง Work from Home นี้ ควรจะลดการเช่าลงเหลือเท่าที่จำเป็น เป็นต้น
2.จัดทำประมาณการ งบประมาณรายได้-รายจ่ายใหม่
ภายใต้สมมุติฐาน 2 แบบคือ เมื่อรายได้ลด 50% และเมื่อไม่มีรายได้เข้ามาเลย เพื่อเริ่มควบคุมการใช้จ่ายอย่างเข้มข้น
3.ปรับระบบบัญชีให้เป็นระบบออนไลน์
ในภาวะวิกฤตที่ทุกองค์กรต้องมีการ Work from Home น่าจะเป็นเวลาที่ดีที่ทุกคนจะมาปฏิวัติระบบบัญชีที่ใช้อยู่ให้เป็นระบบออนไลน์ เพื่อรองรับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต เพราะการทำบัญชีแบบออนไลน์จะทำให้ผู้ประกอบการได้งบการเงินแบบ Real Time ที่จะสามารถนำมาตัดสินใจได้อย่างทันการณ์ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตต่างๆ แบบนี้ และถ้ามองในมุมบวก การเกิดวิกฤต COVID-19 ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกคน เข้าสู่โลกออนไลน์เร็วกว่าที่คิด
ใช้ประโยชน์จากความช่วยเหลือของภาครัฐ
ขั้นต่อมา เมื่อตรวจเช็กสุขภาพธุรกิจของตนเองแล้ว อย่าลืมมองหาความช่วยเหลือจากส่วนงานต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ซึ่งในภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบการไม่มีทางโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน จะเห็นได้ว่าเวลานี้ เริ่มมีมาตรการต่างๆที่ออกมาช่วยเหลือธุรกิจ ลองสำรวจดูว่าจะใช้ประโยชน์จากมาตรการใดได้บ้าง โดยจะยกตัวอย่างที่เด่นๆ มาอัปเดต ให้ผู้ประกอบการได้รู้กัน
มาตรการ ช่วยผ่อนคลายการเงิน
สถาบันการเงินปล่อยกู้ 2 ปี ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 2% (Update : 20 มี.ค.63)
มาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ย หรือยืดอายุชำระหนี้
มาตรการยืดหยุ่นในการอนุมัติ วงเงินสินเชื่อ
สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ รายย่อย ดอกเบี้ย 3% สำหรับ 2 ปีแรก ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี (Update : 24 มี.ค.63)
มาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ คืนเงินมัดจำ ค่ามิเตอร์ไฟฟ้า (Update : 17 มี.ค.63)
มาตรการทางภาษี
ปรับลดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การจ้างทำของ จาก 3% เป็น 1.5% หรือ 2% ขึ้นอยู่กับระยะเวลา
**กรณีถ้าเป็นธุรกิจบริการก็จะได้ประโยชน์คือ ถูกหักภาษีน้อยลง ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
คืน VAT ให้กับผู้ประกอบการส่งออกที่ดีให้เร็วขึ้น โดยหากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตจะคืนให้ภายใน 15 วัน แต่ถ้ายื่นแบบกระดาษจะคืนให้ภายใน 45 วัน
เฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และทำบัญชีชุดเดียว สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายระหว่าง วันที่ 1 เม.ย.-31 ธ.ค.63 ไปหักเป็น รายจ่ายได้ 1.5 เท่า
และเพื่อสนับสนุนให้มีการรักษาลูกจ้างไว้ สามารถนำค่าจ้างในส่วนของลูกจ้างที่มีค่าจ้าง<=15,000- ในช่วง วันที่ 1 เม.ย.-31 ก.ค.63 ไปหักเป็นรายจ่ายได้ 3 เท่า
โดยจำนวนลูกจ้าง ในช่วงดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่า เดือน ธ.ค.62
มาตรการนี้ดูเหมือนเป็นเสือกระดาษ มีเพียงตัวเลขทางบัญชีภาษี แต่ถ้ามองโลกในแง่บวก ในภาวะแบบนี้ที่ผลประกอบการน่าจะออกมาเป็นลบการหักค่าใช้จ่ายได้หลายเท่าก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต เพราะสามารถนำผลขาดทุนไปหักกำไรในอนาคตได้ภายใน 5 รอบบัญชี
(Update : 11 มี.ค.63)
มาตรการทางภาษี (ต่อ)
เลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล และเงินได้บุคคลธรรมดา
เลื่อนเวลาการยื่นแบบแสดงรายการนำส่ง และชำระภาษีทุกประเภทที่กรมสรรพากรจัดเก็บ (พิจารณาเป็นรายกรณี)
ขยายเวลาการชำระภาษีให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมสินค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ น้ำมัน
มาตรการทางภาษีอากรและค่าธรรมเนียม เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Update : 24 มี.ค.63)
มาตรการจากประกันสังคม
ส่วนที่ช่วยบรรเทาภาระการเงิน ของกิจการ
ลดอัตราเงินสมทบ เหลือ 4% เป็นเวลา 6 เดือน (มี.ค.-ส.ค.63)
ขยายเวลาส่งเงินสมทบ ช่วง มี.ค.-พ.ค.63 ออกไปอีก 3 เดือน
ส่วนที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างหรือพนักงาน
เพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตน
**กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งกรณีไม่ได้ทำงานจะได้รับเงิน 50% ของค่าจ้างเป็นเวลาไม่เกิน 180 วัน หรือ
**กรณีหยุดกิจการชั่วคราวจะได้รับ เงิน 50% ของค่าจ้างเป็นเวลาไม่เกิน 60 วัน (Update : 22 มี.ค.63)
เงินสนับสนุนช่วยเหลือแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม
รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.63) (Update : 24 มี.ค.63)
สุดท้ายนี้ อยากจะย้ำเตือนว่าในภาวะนี้สิ่งที่สำคัญคือ “อย่าเครียด” เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับเรา แต่เกิดกับธุรกิจทั่วโลก การตั้งสติอยู่กับปัจจุบันสำคัญกว่าสิ่งใด เพื่อให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาอย่างตรงเป้า ขอให้ทุกท่านโชคดี เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
K SME Inspired #72 Page 67 - 73